Auction House Logo
09/04/2025

History of Richard Mille จากคอนเซ็ปต์สู่สุดยอดนาฬิกาหรู มูลค่าสูง | Auction House

History of Richard Mille จากคอนเซ็ปต์สู่สุดยอดนาฬิกาหรู มูลค่าสูง

richard-mille-history-from-rm001-to-global-luxury-watch-icon1

Richard Mille (ริชาร์ด มิลล์) แบรนด์นาฬิกาที่กลายเป็นที่รู้จักของผู้คนทั่วโลก ทั้งในเรื่องคุณภาพและมูลค่าต่อเรือนที่สูง อีกทั้งแบรนด์ยังมีการเติบโตอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นหนึ่งในสิบแบรนด์นาฬิกาที่มีรายได้สูงสุด แม้จะผลิตเพียง 6,000 เรือนต่อปีเท่านั้น! วันนี้ Auction House จะพาทุกคนมาดูประวัติ Richard Mille ว่าอะไรทำให้แบรนด์สามารถครองใจแฟน ๆ ทั่วโลกและเติบโตกลายเป็นแบรนด์นาฬิกาเบอร์ต้น ๆ ของโลกในเวลาอันสั้น

จุดเริ่มต้นของแบรนด์

richard-mille-history-from-rm001-to-global-luxury-watch-icon2


Chapter 1 - จุดเริ่มต้นของแบรนด์ นิยามใหม่ของ"สุดยอดนาฬิกาหรู"


Richard Mille คือชายผู้เปลี่ยนนิยามของนาฬิกาหรูในระดับสูงสุดนั้นเกิดในปี ค.ศ. 1951 ณ ประเทศฝรั่งเศส และก้าวเข้าสู่วงการอุตสาหกรรมนาฬิกาเมื่ออายุเพียง 23 ปี โดยเริ่มต้นทำงานกับ Finhor ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทผลิตนาฬิกาของฝรั่งเศสในยุคนั้น ทำให้เขาเข้าใจถึงข้อจำกัดของการออกแบบนาฬิกาแบบดั้งเดิม และเริ่มมีวิสัยทัศน์ที่จะเปลี่ยนแปลงมัน

ในปี ค.ศ. 1998 หลังจากดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในบริษัท Mauboussin ซึ่งเป็นแบรนด์เครื่องประดับชื่อดัง Richard Mille ตัดสินใจออกจากตำแหน่ง เพื่อเดินหน้าสร้างแบรนด์นาฬิกาของตัวเอง โดยมีเป้าหมายชัดเจน คือ ต้องการสร้างนาฬิกาแนวใหม่ที่ฉีกกฏของความหรูหรา และกำหนดมาตรฐานใหม่ในกลุ่ม “Ultra-high-end Luxury Watches” ด้วยแนวคิดที่ผสานระหว่างวิศวกรรมระดับสูง วัสดุล้ำยุค และการออกแบบที่ไม่ยึดติดกับรูปแบบดั้งเดิม

กำเนิดนาฬิกาเรือนแรกของแบรนด์

richard-mille-history-from-rm001-to-global-luxury-watch-icon3


ในปี ค.ศ. 2001 ความฝันก็กลายเป็นจริง เพราะแบรนด์ Richard Mille ได้ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการ พร้อมกับการเปิดตัวนาฬิกาเรือนแรก RM 001 Tourbillon ในงาน Baselworld ที่กลายเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานบทใหม่ในวงการนาฬิกา

หนึ่งในไฮไลต์ที่ทำให้แบรนด์ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง คือการที่ Richard Mille นำนาฬิการุ่น RM 001 มูลค่ากว่า 4.4 ล้านบาท ขว้างลงบนพื้นในงาน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความทนทานเหนือระดับของนาฬิกาเรือนนี้ ซึ่งเป็นภาพจำที่สร้างความประทับใจไม่รู้ลืมแก่ผู้ร่วมงานและสื่อทั่วโลก

RM 001 ถูกผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 17 เรือนเท่านั้น ทำให้กลายเป็นนาฬิกาหายากสำหรับนักสะสมตั้งแต่วันแรกที่เปิดตัว และยังกลายเป็นต้นแบบทางปรัชญาและการออกแบบให้กับเรือนเวลารุ่นอื่น ๆ ของแบรนด์ในเวลาต่อมา และนี่คือจุดเริ่มต้นของ "นิยามใหม่ของสุดยอดนาฬิกาหรู" ตามแบบฉบับของ Richard Mille

ยุคแรกของ RM


Chapter 2 - ยุคแรกของ Richard Mille

richard-mille-history-from-rm001-to-global-luxury-watch-icon4


หลังจากประสบความสำเร็จจากการเปิดตัว RM 001 นาฬิกาเรือนแรกที่เขย่าวงการนาฬิกาหรูไปทั่วโลก Richard Mille ยังคงเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้งในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการผสมผสานเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ากับงานวิศวกรรมที่แม่นยำ และการเลือกใช้วัสดุที่แปลกใหม่อย่างที่ไม่เคยมีใครกล้าทำมาก่อน

หนึ่งในความก้าวหน้าที่โดดเด่นในช่วงเริ่มต้น คือ การพัฒนาฐานกลไกที่ผลิตจากไทเทเนียม ซึ่งมอบทั้งความแข็งแกร่งและน้ำหนักที่เบา ถือเป็นความสำเร็จทางเทคนิคที่ยิ่งใหญ่ และเป็นจุดเริ่มต้นของชื่อเสียงที่ทำให้แบรนด์ Richard Mille ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำด้านการใช้วัสดุนวัตกรรมในโลกนาฬิกาชั้นสูง

ต่อมาในปี ค.ศ. 2002 แบรนด์ได้เปิดตัว RM 002 ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญครั้งใหม่ เพราะมาพร้อมนวัตกรรมระดับโลกถึงสองประการ ได้แก่ ฟังก์ชัน Selector ซึ่งเป็นกลไกที่ช่วยให้สามารถเลือกฟังก์ชันระหว่างการไขลาน (W) หรือการตั้งเวลา (H) ผ่านปุ่มกดที่เม็ดมะยม และในปีเดียวกันนั้นเอง RM 003 Tourbillon Dual Time Zone ได้เปิดตัวตามมา โดยมาพร้อมฟังก์ชันแสดงเวลาสองไทม์โซน ซึ่งตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ

กำเนิดนาฬิกา Chronograph

richard-mille-history-from-rm001-to-global-luxury-watch-icon5


ปี ค.ศ. 2003 แบรนด์ Richard Mille ได้เปิดตัว RM 008 Tourbillon Split Seconds Chronograph นาฬิกาโครโนกราฟรุ่นแรกของแบรนด์ที่มาพร้อมกลไก Rattrapante ซึ่งสามารถจับเวลาสองค่าพร้อมกันได้อย่างแม่นยำ ซึ่งการออกแบบกลไก Split Seconds Chronograph แบบใหม่ทั้งหมดเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 40 ปี ถือเป็นนวัตกรรมที่เข้ากับดีเอ็นเอของแบรนด์ในฐานะผู้นำด้านนาฬิกาสปอร์ตหรูได้อย่างแท้จริง และในปี ค.ศ. 2004 แบรนด์ Richard Mille ได้เปิดตัว RM 004 Split Seconds Chronograph ที่มีดีไซน์เน้นความเรียบง่ายโดยตัด Tourbillon ออกไป แต่ยังคงไว้ซึ่งกลไกจับเวลาแบบ Split Seconds

พันธมิตรคนแรกของ Richard Mille

richard-mille-history-from-rm001-to-global-luxury-watch-icon6


ในปี ค.ศ. 2004 แบรนด์ได้เปิดตัว RM 006 Tourbillon Felipe Massa ซึ่งเป็นนาฬิกา Tourbillon ที่มีน้ำหนักเบาที่สุดในเวลานั้น และเป็นเรือนแรกของโลกที่ใช้วัสดุ Carbon Fiber ในการสร้างฐานกลไก โดยได้พัฒนาร่วมกับ Felipe Massa นักแข่งฟอร์มูล่าวัน ซึ่งเป็นพันธมิตรคนแรกของแบรนด์ พร้อมจุดมุ่งหมายเพื่อผลิตนาฬิกาที่สามารถต้านทานแรง G-Forces ในขณะที่ถูกสวมใส่ขับรถแข่ง F1 ซึ่งเขายังได้สวมใส่ในขณะทำการแข่งขันจริงอีกด้วย

การขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

richard-mille-history-from-rm001-to-global-luxury-watch-icon7


ในปี ค.ศ. 2005 Richard Mille ได้เปิดบูติกแห่งแรกของตนที่ฮ่องกง ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายสู่ตลาดโลกอย่างจริงจัง อีกทั้งแบรนด์ยังได้พัฒนาเรือนเวลารุ่นใหม่ ๆ ออกสู่ตลาด เช่นเปิดตัวนาฬิกาซึ่งถูกต่อยอดพัฒนาจาก RM003 RM004 RM008 และเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ RM 007 Automatic ซึ่งเป็นนาฬิกาสำหรับสุภาพสตรีรุ่นแรกของแบรนด์

ในปีเดียวกัน RM 009 Tourbillon Felipe Massa ได้ถูกเปิดตัวในฐานะนาฬิกา Tourbillon ที่เบาที่สุดในโลก ด้วยน้ำหนักเพียง 29 กรัม ตัวเรือนผลิตจากวัสดุ ALUSIC® ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมดาวเทียม และฐานกลไกทำจาก Aluminum-Lithium ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้ในเครื่องบินรบ แสดงให้เห็นถึงความกล้าท้าทายและการบุกเบิกวัสดุใหม่ ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง

แม้ว่าตัวเรือนทรง Tonneau (ถังเบียร์) จะกลายเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ แต่ Richard Mille ก็ไม่หยุดอยู่กับความคุ้นเคยแบบเดิม ๆ เพราะในเวลาต่อมา แบรนด์ได้เปิดตัว RM 016 ซึ่งเป็นนาฬิกาเรือนแรกที่มีตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่บางพิเศษ และยังได้เปิดตัวนาฬิกาดำน้ำเรือนแรกของแบรนด์ รวมถึง RM 025 Tourbillon Chronograph ซึ่งเป็นนาฬิกาที่ใช้ตัวเรือนทรงกลมเป็นครั้งแรกในคอลเลกชันอีกด้วย

ผู้นำด้านกลไกกับรางวัลชนะเลิศ GPHG

richard-mille-history-from-rm001-to-global-luxury-watch-icon8


Richard Mille ยังคงเดินหน้าท้าทายขอบเขตของกลไกนาฬิกาต่อไป และได้เปิดตัวเรือนเวลาที่เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จทางวิศวกรรม นั่นคือ RM 012 Tourbillon ซึ่งมาพร้อมการสร้างฐานกลไกแบบใหม่ที่เรียกว่า Tubular Design คือการใช้ “ท่อ” มาสร้างเป็นโครงสร้างฐานของนาฬิกา แทนที่จะใช้แผ่นโลหะเพียงแผ่นเดียวตามธรรมเนียมเดิม วิธีการนี้ไม่เพียงทำให้นาฬิกามีน้ำหนักเบาลงอย่างมาก แต่ยังสามารถรักษาความแข็งแกร่งตามแบบฉบับ Richard Mille ได้โดยไม่ลดทอนความสามารถใด ๆ

ด้วยความซับซ้อนในการออกแบบและความก้าวหน้าทางเทคนิคนี้ ทำให้ RM 012 Tourbillon ได้รับรางวัลสูงสุด "Aiguille d'Or" จากงาน Grand Prix d’Horlogerie de Genève (GPHG) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในรางวัลที่ทรงเกียรติที่สุดในวงการนาฬิกา ตอกย้ำตำแหน่งของ Richard Mille ในฐานะผู้นำด้านนวัตกรรมแห่งเรือนเวลาอย่างแท้จริง

การขยายตัวและการยอมรับระดับโลก


Chapter 3 - การร่วมมือระดับโลก

richard-mille-history-from-rm001-to-global-luxury-watch-icon9


เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงกลางทศวรรษ 2000 ทาง Richard Mille เริ่มขยายขอบเขตของแบรนด์จากการเป็นผู้นำนวัตกรรมด้านกลไกและวัสดุ ไปสู่การสร้างพันธมิตรกับแบรนด์ชั้นนำระดับโลกในหลากหลายวงการ ทั้งการออกแบบ ศิลปะ เครื่องประดับ กีฬา และยานยนต์ โดยมีจุดมุ่งหมายในการผสมผสานศักยภาพของเทคโนโลยีเรือนเวลากับความเป็นเลิศในสาขาอื่น ๆ

หนึ่งในตัวอย่างสำคัญของการร่วมมือคือการเป็นพันธมิตรกับ Perini Navi ผู้นำระดับโลกด้านการผลิตเรือยอชต์หรูจากอิตาลี ซึ่งนำไปสู่การเปิดตัว RM 014 Tourbillon Perini Navi และอีกหนึ่งการร่วมมืออันน่าจดจำคือ RM 018 Tourbillon Boucheron ซึ่งสร้างสรรค์ขึ้นร่วมกับ Boucheron บริษัทเครื่องประดับระดับตำนานจากฝรั่งเศส ในโอกาสครบรอบ 150 ปีของแบรนด์ โดยมีการใช้เฟืองกลไกที่ทำจากอัญมณีและหินประดับล้ำค่า แต่ละเรือนจึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแตกต่างกันไปตามลวดลายของอัญมณี แสดงถึงการผสมผสานอย่างกลมกลืนระหว่างศิลปะและวิศวกรรมเรือนเวลาในระดับสูงสุด

จุดกำเนิดแห่งตำนานมอเตอร์สปอร์ต

richard-mille-history-from-rm001-to-global-luxury-watch-icon10


ในปี ค.ศ. 2007 ถือเป็นการเปิดประตูสู่โลกแห่งมอเตอร์สปอร์ตอย่างเป็นทางการของ Richard Mille ด้วยการเปิดตัว RM 011 Flyback Chronograph Felipe Massa ซึ่งเป็นต้นแบบของเรือนเวลาสำหรับการแข่งขันรถยนต์ระดับโลก โดยแรงบันดาลใจในการออกแบบเรือนเวลานี้ มาจากความแม่นยำของวิศวกรรมรถแข่ง F1 โดยกลไก Calibre RMAC1 ที่พัฒนาขึ้นใหม่ เป็นกลไกโครโนกราฟแบบ Flyback Chronograph อัตโนมัติ พร้อมฟังก์ชันปฏิทินรายปี (Annual Calendar) และการแสดงวันที่อย่างแม่นยำ
ความสำเร็จของ RM 011 ได้ปูทางให้ Richard Mille สร้างคอลเลกชันพิเศษอย่างต่อเนื่องในรูปแบบ Limited Edition ร่วมกับพันธมิตรจากหลากหลายวงการ ไม่ว่าจะเป็นนักออกแบบชื่อดัง Philippe Starck, งานแข่งรถคลาสสิกอย่าง Le Mans Classic, หรือทีมแข่งรถ Lotus F1 Team ทั้งหมดนี้ล้วนกลายเป็นนาฬิการุ่นหายากที่ได้รับการสะสมอย่างกว้างขวางในหมู่นักสะสมระดับโลก

การเข้าสู่วงการกีฬา

richard-mille-history-from-rm001-to-global-luxury-watch-icon11


ในปี 2010 Rafael Nadal กลายเป็นนักเทนนิสชายที่คว้าแชมป์ Grand Slam ได้ทั้งสามประเภทพื้นสนาม ได้แก่ ดิน หญ้า และฮาร์ดคอร์ต ในปีเดียวกันซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ Richard Mille เริ่มต้นร่วมงานกับเขา

ความท้าทายของการร่วมมือครั้งนี้ คือการสร้างนาฬิกา Tourbillon ที่ทั้งทนทานต่อแรงกระแทกระดับสูงจากการเล่นเทนนิส และต้องมีน้ำหนักเบาจนแทบไม่รู้สึกว่ากำลังสวมใส่อยู่ โดย Rafael Nadal ทำต้นแบบนาฬิกาเสียหายไปถึง 5 เรือนก่อนจะได้รุ่นที่สมบูรณ์แบบคือ RM 027 ซึ่งใช้ฐานกลไกที่ทำจากไทเทเนียมและ LITAL® Alloy พร้อมตัวเรือน Carbon Composite จนนาฬิกาทั้งเรือนรวมสายหนักเพียง 20 กรัมเท่านั้น จากความสำเร็จของรุ่นแรก ได้ต่อยอดไปสู่นาฬิกาหลายรุ่น เช่น RM 27-01 ที่เปิดตัวในปี 2013 ซึ่งมีน้ำหนักเพียง 18.83 กรัม ถือเป็น Tourbillon ที่เบาที่สุดในโลกในขณะนั้น และ RM 27-03 ปี 2017 ที่สามารถทนแรงกระแทกได้สูงถึง 10,000 Gs

นอกจากเทนนิส แบรนด์ Richard Mille ยังเข้าสู่วงการกอล์ฟด้วยรุ่น RM 038 โดยร่วมงานกับ Bubba Watson นักกอล์ฟมืออาชีพ โดยนาฬิการุ่นนี้ถูกออกแบบมาเพื่อทนแรงเหวี่ยงจากวงสวิงในการตีลูกกอล์ฟ และยังถ่ายทอดเอกลักษณ์ของ Bubba ผ่านโทนสีสดใสที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของคอลเลกชันรุ่นพิเศษในเวลาต่อมา

ทูตคนดังระดับโลกของ Richard Mille

richard-mille-history-from-rm001-to-global-luxury-watch-icon12


หนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของ Richard Mille ที่สร้างอิทธิพลในวงการนาฬิกาคือการตระหนักถึง "พลังของคนดัง" ตั้งแต่ช่วงแรกของการก่อตั้งแบรนด์ แต่แทนที่จะเลือกวิธีการแบบดั้งเดิมอย่างการส่งนาฬิกาไปให้เหล่าคนดังสวมใส่ในงานพรมแดงหรืองานประกาศรางวัลต่าง ๆ แบรนด์กลับเลือกแนวทางที่ลึกซึ้งและมีความหมายมากกว่า

โดย Richard Mille ได้ทำงานร่วมกับบุคคลที่มีชื่อเสียงเพื่อพัฒนานาฬิกาที่สะท้อนตัวตน ไลฟ์สไตล์ และความต้องการของแต่ละคนอย่างแท้จริง ผลลัพธ์ที่ได้จึงไม่ใช่แค่นาฬิกาสำหรับโอกาสพิเศษ แต่คือนาฬิกาที่ "เกิดมาเพื่อพวกเขาโดยเฉพาะ" ทั้งในแง่ของดีไซน์ ฟังก์ชัน และสมรรถนะ ซึ่ง Richard Mille ได้ร่วมมือกับคนดังจากหลากหลายแวดวง เช่น Michelle Yeoh นักแสดงหญิงเจ้าของรางวัลออสการ์ ผู้มีนาฬิกา Richard Mille รุ่นพิเศษประดับอัญมณีเป็นของตัวเอง ซึ่งสะท้อนความงามที่สง่างามแบบเฟมินีน พร้อมผสานความแกร่งและความทันสมัยไว้ได้อย่างลงตัว

อีกหนึ่งบุคคลสำคัญคือ เฉินหลง (Jackie Chan) ที่เคยร่วมงานกับ Richard Mille ในโอกาสพิเศษต่าง ๆ และยังมี Cyril Kongo ศิลปินแนวสตรีตอาร์ตชื่อดัง ซึ่งได้ออกแบบกลไกของนาฬิการุ่นพิเศษด้วยลายเส้น สีสัน และลวดลายเฉพาะตัวของเขา ทำให้นาฬิกากลายเป็นงานศิลปะร่วมสมัยบนข้อมืออย่างแท้จริง

Richard Mille ในปัจจุบัน


Chapter 4 - Richard Mille ในยุคปัจจุบัน

richard-mille-history-from-rm001-to-global-luxury-watch-icon13


ในปัจจุบัน Richard Mille ยังคงเดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรมด้านวัสดุและกลไกอย่างไม่หยุดยั้ง โดยหันมามุ่งพัฒนากลไกด้วยตัวเองแบบ (In-house Movements) มากขึ้น ซึ่งกลไกแรกที่พัฒนาขึ้นเองคือ CRMA1 ซึ่งเปิดตัวในรุ่น RM 037 เมื่อปี 2012 และนับแต่นั้นเป็นต้นมา แบรนด์ก็สามารถผลิตกลไกที่ซับซ้อนมากขึ้นได้ เช่น Flyback chronograph (CRMC1) และ Tourbillon (CRMT5) อย่างไรก็ตาม Richard Mille ยังคงร่วมมือกับ Audemars Piguet Renaud & Papi ในการสร้างกลไกที่ซับซ้อนที่สุด เพื่อรักษาสมดุลระหว่างการผลิตภายในและการใช้ความเชี่ยวชาญจากพันธมิตรภายนอกอย่างเหมาะสม

โดยในปัจจุบัน Richard Mille ได้สร้างสรรค์นาฬิกามากกว่า 120 รุ่น และเนื่องจากแบรนด์ไม่ได้จัดกลุ่มคอลเลกชันแบบชัดเจนเหมือนแบรนด์อื่น จึงทำให้หลายคนรู้สึกสับสนกับความหลากหลายของรุ่นต่าง ๆ ดังนั้น เราจึงขอแบ่งหมวดหมู่นาฬิกาของ Richard Mille ตามประเภทของกลไก ฟังก์ชัน และแรงบันดาลใจในการออกแบบ เพื่อให้เข้าใจเอกลักษณ์ของแต่ละซีรีส์ได้ง่ายยิ่งขึ้น

1. นาฬิกาตูร์บิญง (Tourbillon Watches)

richard-mille-history-from-rm001-to-global-luxury-watch-icon14


กลุ่มนาฬิกาตูร์บิญงถือเป็นหัวใจสำคัญของ Richard Mille นับตั้งแต่การเปิดตัว RM 001 Tourbillon เป็นเรือนแรกของแบรนด์ ในปี ค.ศ. 2001 กลไกที่ซับซ้อนนี้ไม่เพียงสร้างสุนทรียศาสตร์ในเชิงกลไก แต่ยังถูกพัฒนาให้ทนทานต่อแรงกระแทกในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่น RM 27-05 Flying Tourbillon Rafael Nadal ด้วยน้ำหนักเพียง 11.5 กรัม (ไม่รวมสาย) และทนแรง G-force ได้สูงถึง 14,000g หรือในรุ่น RM 38-02 Tourbillon Bubba Watson ปี ค.ศ. 2022 ที่ออกแบบโดยได้รับแรงบันดาลใจจากสีนำโชคของ Bubba Watson มาพร้อมตัวเรือนที่ผสมผสานระหว่าง Quartz TPT® และ Carbon TPT® ในโทนสีชมพู-ขาว และอีกหนึ่งรุ่นคือ RM 75-01 Flying Tourbillon Sapphire ที่สะท้อนความสง่างามของกลไกผ่านตัวเรือนแซฟไฟร์ใส เผยให้เห็นการทำงานภายในอย่างสวยงาม

2. นาฬิกาโครโนกราฟ (Chronographs)

richard-mille-history-from-rm001-to-global-luxury-watch-icon15


ในโลกของกลไกจับเวลา หรือ Chronograph แบรนด์ Richard Mille ได้ใช้ความเชี่ยวชาญด้านนี้เป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความร่วมมือ โดยเฉพาะกับวงการมอเตอร์สปอร์ต ไม่ว่าจะเป็นการร่วมงานกับนักแข่ง F1 อย่าง Felipe Massa หรือการจับมือกับ McLaren ซึ่งมีการเปิดตัวนาฬิการ่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือรุ่น RM 65-01 McLaren ที่ได้แรงบันดาลใจจากรถแข่ง McLaren W1 มาพร้อมกลไกจับเวลาประสิทธิภาพสูงแบบ Split-Seconds Chronograph ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นโดยทีมงานของ Richard Mille ในรูปแบบ In-house Movement

3. นาฬิกาบอกเวลาอย่างเดียว (Time-Only Watches)

richard-mille-history-from-rm001-to-global-luxury-watch-icon16


แม้จะขึ้นชื่อด้านความซับซ้อนของกลไก แต่ Richard Mille ก็สร้างสรรค์นาฬิกาแบบ “Time-Only” ที่มุ่งเน้นฟังก์ชันหลักของการบอกเวลา ด้วยกลไกแบบอัตโนมัติ โดยยังคงไว้ซึ่งวัสดุชั้นเยี่ยมและดีไซน์โปร่งใสแบบ Skeletonized ที่เป็นเอกลักษณ์ โดยจุดเริ่มต้นของฟังก์ชันนี้คือ RM 005 และนาฬิกาในรูป Series ที่โด่งดัง เช่น RM 35-03 Automatic Rafael Nadal (2022) แม้จะเป็นรุ่นของ Rafael Nadal แต่ไม่มีตูร์บิญงหรือโครโนกราฟ จุดเด่นอยู่ที่ “Butterfly Rotor” หรือโรเตอร์แบบปีกผีเสื้อที่สามารถเปลี่ยนรูปทรงเพื่อควบคุมการไขลานได้

4.นาฬิกาสำหรับสุภาพสตรี (Women’s Watches)

richard-mille-history-from-rm001-to-global-luxury-watch-icon17


Richard Mille มองว่านาฬิกาสำหรับสุภาพสตรีไม่ควรมีเพียงความงดงามภายนอกเท่านั้น แต่ยังต้องมาพร้อมประสิทธิภาพสูง และนับตั้งแต่การเปิดตัว RM 007 ครั้งแรกในปี ค.ศ. 2005 นาฬิการุ่นนี้ก็ยังคงเป็นหนึ่งในรุ่นยอดนิยม พร้อมทั้งถูกต่อยอดออกเวอร์ชันหลากหลายรูปแบบมาจนถึงปัจจุบัน เช่น RM 07-01 Automatic ดีไซน์ทรง Tonneau ที่เป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ ผสมผสานกลไกอัตโนมัติกับโครงสร้าง Skeletonized หรือ รุ่นเซรามิกสีสดใสจากปี ค.ศ. 2023 เพิ่มความสนุกให้กับความหรูหรา
นอกจากนี้ยังมี RM 07-04 สปอร์ตวอทช์สำหรับผู้หญิงรุ่นแรกของแบรนด์ ออกแบบมาสำหรับนักกีฬาหญิง มีความแข็งแกร่งและเบาในระดับเดียวกับรุ่นสำหรับชาย

5.นาฬิกาบางพิเศษ (Extra-Flat Watches)

richard-mille-history-from-rm001-to-global-luxury-watch-icon18


นาฬิกาบางพิเศษของ Richard Mille แสดงให้เห็นถึงทักษะเชิงวิศวกรรมขั้นสูง ด้วยการลดขนาดกลไกโดยไม่ลดทอนความแข็งแรงและดีไซน์ โดยเรือนแรกคือ RM 016 กับตัวเรือนสี่เหลี่ยมผืนผ้า และยังคงมีเวอร์ชันใหม่ ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน เช่น RM 16-02 นอกจากนี้ยังมีนาฬิกาอัตโนมัติที่บางพิเศษในตัวเรือนทรง Tonneau อย่างรุ่น RM 67-01 Automatic Extra Flat และในปี ค.ศ. 2022 แบรนด์ Richard Mille ยังสร้างสถิติโลกด้วยรุ่น RM UP-01 Ferrari ซึ่งเป็นนาฬิกาที่บางที่สุดในโลก ด้วยความหนาเพียง 1.75 มิลลิเมตร

6. รุ่นพิเศษ (Artistic & Conceptual Watches)

richard-mille-history-from-rm001-to-global-luxury-watch-icon19


นอกจากฟังก์ชันและกลไกขั้นสูง Richard Mille ยังนำเสนอรุ่นที่สะท้อนโลกทัศน์ จินตนาการ และแรงบันดาลใจเฉพาะบุคคล เช่น RM 88 Tourbillon Smiley นำเสนอโลกแห่งความสุขผ่านไอคอน Smiley และวัตถุเล็ก ๆ รูปทรงต่าง ๆ ที่ราวกับดูลอยอยู่ในหน้าปัดนั้นถูกสร้างขึ้นด้วยงานฝีมือแกะสลักระดับไมโคร หรือ RM 52-05 Tourbillon Pharrell Williams (2019) ได้แรงบันดาลใจจากจินตนาการการเดินทางสู่อวกาศของ Pharrell Williams แสดงภาพนักบินอวกาศมองโลกจากดาวอังคาร
และ Bonbon Collection คอลเลกชันนาฬิกาที่นำแรงบันดาลใจจากขนมหวานมาถ่ายทอดผ่านการออกแบบสุดสร้างสรรค์ ใช้วัสดุล้ำสมัยอย่าง Quartz TPT® และ Carbon TPT® ในโทนสีสดใส พร้อมตกแต่งหน้าปัดด้วยงานแกะสลักสุดประณีต ที่เพิ่มความน่ารักและความโดดเด่นให้กับทุกเรือน

ตรวจสอบ ราคานาฬิกา Rolex มือสองได้ที่นี่
ตรวจสอบ ราคานาฬิกา Patek Philippe มือสอง ได้ที่นี่
ตรวจสอบ ราคานาฬิกา Audemars Piguet (AP) มือสอง ได้ที่นี่
Auction House เว็บไซต์ ซื้อ - ขาย นาฬิกามือสอง ของแท้ ตรวจสอบราคา Rolex, Patek philippe, Audemars Piguet (AP), Omega, Panerai, IWC, Hublot, Cartier, Franck muller ได้ที่นี่

Recommended Articles