The History Of Chronograph Watches ประวัติศาสตร์ นาฬิกา Chronograph
The History Of Chronograph Watches ประวัติศาสตร์ นาฬิกา Chronograph

Chronograph หรือ ฟังก์ชันจับเวลา เป็นหนึ่งในฟังก์ชันของนาฬิกาที่มีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ และถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในอดีต เช่น การใช้จับเวลาในการแข่งขันโอลิมปิก, การแข่งรถ รวมไปถึงเหล่าทหารและนักบินก็ได้ใช้งานฟังก์ชันนี้ในภารกิจต่าง ๆ อีกด้วย โดยวันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักฟังก์ชัน Chronograph ในรูปแบบต่าง ๆ และ มาดูกันว่าในแต่ละยุคสมัยถูกพัฒนาต่อยอดอย่างไรบ้าง
นาฬิกา Chronograph คืออะไร ?

นาฬิกา Chronograph คือ นาฬิกาที่ถูกออกแบบมาพิเศษเพื่อใช้ในการจับเวลา โดยนาฬิกา Chronograph แบบพื้นฐานจะมี Sweep Seconds-hand (หรือเข็มวินาทีสำหรับจับเวลา) และหน้าปัดย่อยที่ใช้ในการอ่านค่าจับเวลาเป็นนาทีและชั่วโมง ซึ่งส่วนใหญ่จะมีปุ่มกดเพื่อให้เข็มวินาที เริ่มหรือ/หยุด และรีเซตกลับไปจุดเริ่มต้นได้ สำหรับนาฬิกา Chronograph ที่มีความสลับซับซ้อนมากขึ้น ก็จะมีหน้าปัดย่อยเพิ่มขึ้นมา รวมถึงมีเข็มวินาทีสำหรับจับเวลามากกว่า 1 เข็ม เช่น Split-seconds Chronograph เป็นต้น
นาฬิกาจับเวลาเรือนแรกของโลก

หากพูดถึงนาฬิกาโครโนกราฟเรือนแรกของโลก มีผู้คนจำนวนไม่น้อยเกิดความสับสนว่า แบรนด์ใดคือแบรนด์แรกที่ผลิตคิดค้นนาฬิกาโครโนกราฟเป็นเรือนแรกของโลก บ้างก็บอกว่า Breitling, Longines, หรือ Zenith และจะมีอีกบางส่วนที่บอกว่าคือ Seiko นั่นเป็นเพราะแต่ละแบรนด์ได้สร้างสรรค์นาฬิกาโครโนกราฟต่าง ๆ ที่ทำสถิติใหม่อยู่ตลอด ซึ่งแต่ละแบรนด์ต่างก็ล้วนประสบความสำเร็จ และค่อย ๆ ช่วยยกระดับการพัฒนากลไกนาฬิกาจับเวลา การแข่งขันนี้จึงถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของวงการนาฬิกาโครโนกราฟเลยทีเดียว
แต่แท้จริงแล้ว นาฬิการะบบจับเวลาเรือนแรกของโลกนั้น ถูกคิดค้นขึ้นเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ. 1816 โดย Louis Moinet ชาวฝรั่งเศส ผู้เป็นนักประดิษฐ์, นักทำนายดวงชะตา, ประติมากรและจิตรกร อีกทั้งยังเป็นเพื่อนร่วมงานของ Abraham-Louis Breguet หนึ่งในนักประดิษฐ์นาฬิกาที่โด่งดังที่สุดในยุคนั้นด้วย ซึ่งนาฬิกาจับเวลาที่ Louis Moinet สร้างขึ้นเป็นนาฬิกาพกมีชื่อว่า "Compteur de Tierces” โดยจุดประสงค์หลักคือใช้ในการศึกษาทางดาราศาสตร์ ถูกออกแบบมาให้จับเวลาการเคลื่อนที่ของดวงดาวและสามารถวัดความเร็วได้ถึง 1/60 ต่อวินาที เดินด้วยความถี่สูงถึง 216,000 vph ซึ่งไม่เพียงแค่มีระดับความแม่นยำสูงที่สุดในยุคนั้นแล้ว แต่น่าเสียดายที่นาฬิกาเรือนนี้ไม่ได้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย กลไกและเทคโนโลยีการจับเวลาแบบนี้จึงไม่ได้ถูกต่อยอดในตอนนั้น ทำให้การคิดค้นและพัฒนาการจับเวลาเป็นไปได้อย่างล่าช้า ซึ่งนาฬิกาเรือนนี้เพิ่งถูกค้นพบถึงการมีอยู่ในปี ค.ศ. 2013 นี้เอง และจากหลักฐานข้อมูลต่าง ๆ นั้นทำให้เชื่อว่าเป็นนาฬิกาจับเวลาเรือนแรกของโลกในทันที อีกทั้งยังเป็นนาฬิกาที่เดินด้วยความถี่สูงเรือนแรกของโลกอีกด้วย
จุดกำเนิดของคำว่า "Chronograph"

ช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ในปี ค.ศ. 1821 ซึ่งเป็นช่วงที่พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 (Louis XVIII) แห่งฝรั่งเศส กำลังครองราชย์อยู่ พระองค์มีความชื่นชอบกีฬาแข่งม้าเป็นอย่างมาก และอยากรู้เวลาในการแข่งม้าทั้งหมดว่าม้าแต่ละตัวใช้เวลาวิ่งนานเท่าไร ท่านจึงมอบหมายให้ Nicolas Mathieu Rieussec หนึ่งในช่างทำนาฬิกาประจำราชสำนัก ไปคิดค้นนาฬิกาจับเวลามา จนในที่สุดก็ได้สร้างสรรค์นาฬิกาจับเวลาออกมาได้สำเร็จ และได้นำเสนอเข้าในสภาวิทยาศาสตร์แห่งฝรั่งเศส "The French Academy of Sciences" ในวันที่ 15 ตุลาคม ปี ค.ศ. 1821 โดยอุปกรณ์นี้ถูกตั้งชื่อว่า “Chronograph with Seconds Indicator” และได้ถูกยื่นจดสิทธิบัตร ทำให้กลไก Chronograph เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และเกิดการพัฒนาต่อจากนี้ ต่างเน้นให้กลไกมีความแม่นยำมากขึ้น และปรับปรุงปุ่มต่าง ๆ ให้สามารถทำงานได้สะดวกและง่ายขึ้นในรูปแบบของนาฬิกาพก (Pocket Watch) จึงถือว่าเป็นอีกหนึ่งจุดกำเนิดของนาฬิกาจับเวลาอย่างเป็นทางการนั่นเอง
การพัฒนาฟังก์ชัน Chronograph บน Pocket Watch

ถัดมาในช่วงปี 1850-1900 ที่นาฬิกาพกถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย โดยจะเห็นหลากหลายแบรนด์ในปัจจุบันได้เริ่มผลิตนาฬิกาพกเป็นของตัวเอง เช่น Breguet Patek Pillipe, Seiko (1895) หรือ Omega และหากพูดถึงบุคคลสำคัญที่ได้ชื่อว่า Father Of Chronograph ก็ต้องพูดถึง Léon Breitling ผู้ก่อตั้งบริษัท Breitling ขึ้น ในปี ค.ศ. 1884 โดยแรกเริ่มมีเป้าหมายเพื่อสร้างนาฬิกา Chronograph โดยเฉพาะ เนื่องจากในยุคนั้นมีความต้องการอุปกรณ์จับเวลาที่เที่ยงตรงเพื่อใช้ในหลากหลายกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางทหาร ทางวิทยาศาสตร์ ทางการกีฬา และในทางการบิน โดยทางแบรนด์ได้สร้างสรรค์นาฬิกาพกแบบ Chronograph ขึ้นมากมาย
ถัดมาในปี 1902 ทาง Patek Philippe ได้พัฒนาต่อยอดฟังก์ชัน Chronograph และจดสิทธิบัตรสำหรับนาฬิกาแบบ Double Chronograph หรือ ที่เรียกว่า Rattrapante Chronograph ในนาฬิกาพก โดยนาฬิกาจะสามารถจับเวลา 2 รายการพร้อมกันได้อย่างอิสระ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าในการพัฒนานาฬิกากลไก Chronograph ที่สำคัญอย่างแท้จริง
กำเนิด Tachymeter

อีกสิ่งหนึ่งที่ทุกคนคุ้นเคยกันสำหรับนาฬิกา Chronograph ก็คือขอบหน้าปัด (bezel) ที่มีสเกลเรียกว่า "Tachymeter" หรือ "มาตรวัดความเร็ว" นั่นเอง
โดยจุดเริ่มต้นของ Tachymeter เกิดจาก Léon Breitling อยากจะวัดความเร็วของรถได้อย่างแม่นยำ จนในที่สุดก็สามารถสร้างเครื่องมือวัดความเร็วได้สำเร็จในปี ค.ศ. 1905 กำเนิดเป็นขอบสเกล "Tachymeter" บนนาฬิกาพกที่สามารถวัดความเร็วรถได้อย่างง่ายดาย
นาฬิกาข้อมือ Chronograph เรือนแรกของโลก

จุดเปลี่ยนที่สำคัญของวงการนาฬิกาเกิดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 (World War I 1914–1918) ซึ่งจะเห็นว่าเหล่าทหารในสนามรบเริ่มนำนาฬิกาพกมาผูกไว้บนข้อมือ เหตุเพราะการหยิบนาฬิกาพกออกมาดูระหว่างทำสงครามนั้นไม่สะดวกและใช้งานได้ยาก เหล่าทหารจึงเริ่มหันมาผูกนาฬิกาไว้บนข้อมือกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งหลังจากสงครามจบลง ผู้คนส่วนใหญ่หันมาสวมนาฬิกาข้อมือกันมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมไปถึงเหล่ากองทัพและนักบินก็ต้องการนาฬิกาข้อมือที่สามารถจับเวลาได้ ทางบริษัทนาฬิกาจึงเริ่มทยอยคิดค้นพัฒนาเปลี่ยนนาฬิกาพกให้กลายเป็นนาฬิกาโครโนกราฟในรูปแบบนาฬิกาข้อมือ จนในที่สุด ปี ค.ศ. 1913 แบรนด์ Longines ก็สามารถผลิตนาฬิกาข้อมือโครโนกราฟได้สำเร็จเป็นแบรนด์แรก โดยสร้างกลไก Calibre 13.33Z ขึ้นมา ที่มีความแม่นยำถึง 1/5 วินาที และเดินด้วยความถี่ 18,000 vph ซึ่งเป็นระบบ Monopusher โดยสามารถกด Start / Stop และ Reset ผ่านเม็ดมะยมเพียงปุ่มเดียวได้เลย
วิวัฒนาการของนาฬิกาข้อมือ Chronograph

บริษัทนาฬิกาแต่ละแบรนด์หันมาทุ่มเทในการพัฒนานาฬิกาข้อมือโครโนกราฟ (Chronograph) อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแบรนด์ Breitling ที่ได้เปิดตัวนาฬิกาข้อมือโครโนกราฟเรือนแรกของโลกที่มีปุ่มกดแยกอิสระในปี ค.ศ. 1915 และในปี ค.ศ. 1934 ก็ได้เปิดตัวนาฬิกาข้อมือโครโนกราฟที่มี 2 ปุ่มกด โดยปุ่มแรกจะทำหน้าที่เป็นปุ่มเริ่ม/หยุด ส่วนอีกปุ่มจะเป็นปุ่มรีเซตเพื่อกลับไปยังจุดเริ่มต้น ซึ่งเป็นต้นแบบของนาฬิกาโครโนกราฟ (Chronograph) ที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน
ส่วนแบรนด์ Patek Philippe ก็สามารถนำฟังก์ชัน Rattrapante เข้ามาอยู่ในนาฬิกาข้อมือได้สำเร็จในปี ค.ศ. 1923 (No. 124 824) และทาง Longines ก็ได้สร้างนาฬิกาโครโนกราฟ (Chronograph) แบบ Flyback ขึ้นในปี ค.ศ. 1925 นอกจากนี้ก็จะเห็นการพัฒนาและผสานฟังก์ชัน Chronograph เข้ากับสเกลต่าง ๆ บนหน้าปัดเพื่อให้เกิดเป็นนาฬิกาเฉพาะทางอย่างเช่น Breitling Chronomat ที่สามารถใช้คิดเลขได้ หรือ Breitling Navitimer ที่ออกแบบมาเพื่อนักบินโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งในนาฬิกาที่โด่งดังมากที่สุดในยุคนั้น นั่นก็คือ Omega Speedmaster ที่เปิดตัวในปี ค.ศ. 1957 ซึ่งเป็นนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นแรกของแบรนด์ที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว และได้ถูกนำไปใช้ในภารกิจบนดวงจันทร์ หรือ Moon landing นั่นเอง
โครโนกราฟอัตโนมัติเรือนแรก (The first automatic chronograph)

ในปี ค.ศ. 1969 เป็นอีกหนึ่งปีที่สำคัญของวงการนาฬิกาโครโนกราฟ (Chronograph) เพราะเป็นปีที่ได้เปิดตัวนาฬิกาโครโนกราฟอัตโนมัติเรือนแรกของโลก โดยบริษัทนาฬิกาหลายแบรนด์ ต่างซุ่มพากันพัฒนากลไกตัวใหม่ ซึ่งเป็นโปรเจกต์ลับที่ชื่อว่า "Project 99" เป็นการร่วมมือกันระหว่างแบรนด์นาฬิกาขนาดใหญ่ คือ Heuer, Breitling, Buren,และ Hamilton ที่ได้ร่วมมือกับ Dubois-Depraz ผู้เชี่ยวชาญในด้านกลไกเพื่อพัฒนาและสร้างกลไกโครโนกราฟ (Chronograph) ระบบอัตโนมัติขึ้นโดยเฉพาะ ซึ่งมีชื่อว่า Caliber 11 ที่ใช้เวลาในการพัฒนานานถึง 3 ปี แต่กลับโดนคู่แข่งอย่างแบรนด์ Zenith ชิงเปิดตัวนาฬิกาต้นแบบได้ก่อน โดยมีชื่อรุ่นว่า Zenith El Primero และกลายเป็นรากฐานอันสำคัญของนาฬิกาโครโนกราฟที่รวมเอากลไก Column Wheel และ Horizontal Clutch เข้ามาไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว แต่แบรนด์ที่สามารถวางขายนาฬิกาโครโนกราฟอัตโนมัติ (Automatic Chronograph) สู่ท้องตลาดได้เป็นแบรนด์แรกกลับเป็นแบรนด์จากฝั่งญี่ปุ่น นั่นก็คือ Seiko กับรุ่น Speedtimer ที่ใช้ Caliber 6139 ซึ่งเป็นกลไกอัตโนมัติที่รวมเอากลไก Column Wheel และ Vertical Clutch เข้าด้วยกัน ซึ่งการพัฒนาของแบรนด์ต่าง ๆ ในยุคนั้นทำให้เห็นนาฬิกาโครโนกราฟอัตโนมัติหลายรุ่นที่ได้กลายเป็น Iconic ในปัจจุบัน เช่น Carrera, Monaco, Automatic Navitimer และ El Primero
การปฏิวัติดิจิทัล (Digital Revolution)

และยุคสมัยก็ถูกเปลี่ยนไปอีกครั้ง หลังจากนาฬิกา Quartz กำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1969 โดยถัดมาในปี ค.ศ. 1975 แบรนด์ Seiko ก็ได้เปิดตัวนาฬิกา Ref. 0634 ซึ่งเป็นนาฬิกาควอตซ์ดิจิทัลมัลติฟังก์ชันที่มีฟังก์ชันโครโนกราฟเรือนแรกของโลก (The World’s First Multifunctional Digital Quartz Watch) แล้วโลกก็ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วเข้าสู่การปฏิวัติดิจิทัล (Digital Revolution) ทำให้นาฬิกาจับเวลาถูกลดบทบาทลง และแทนที่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เข้ามาทำหน้าที่แทนการจับเวลาแบบโครโนกราฟ (Chronograph)
นาฬิกาโครโนกราฟในปัจจุบัน

ปัจจุบันนี้ ถึงแม้ผู้คนจะไม่ได้ใช้นาฬิกาโครโนกราฟ (Chronograph) ในการจับเวลาต่าง ๆ แล้ว แต่กลไกโครโนกราฟ (Chronograph) ก็ยังคงมีเสน่ห์เฉพาะตัว เพราะเป็นกลไกที่มีความซับซ้อน สวยงาม น่าหลงใหล อีกทั้งยังเป็นที่นิยมในวงการนาฬิกา มีฐานแฟนคลับจากทั่วทุกมุมโลกที่ยังให้ความสนใจอยู่เสมอ ทำให้บริษัทนาฬิกาต่าง ๆ ยังคงสามารถสร้างสรรค์นาฬิกาโครโนกราฟ (Chronograph) ออกมาได้อย่างต่อเนื่อง
โดยนาฬิการุ่นยอดนิยมในอดีตก็ได้กลายเป็น Icon ในปัจจุบัน และได้รับการพัฒนากลไกให้ดียิ่งขึ้น เป็นการผสานมรดกความดั้งเดิมในอดีตให้เข้ากับยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัว เช่น รุ่น Speedmaster, Navitimer, Daytona Datograph, Monaco และ El Primero เป็นต้น
นอกจากนี้ก็ยังมีแบรนด์ที่แสดงถึงความเชี่ยวชาญและความท้าทายสิ่งใหม่ ๆ อย่าง Bvlgari ที่ได้สร้างสถิติโลกด้วยการเปิดตัว Octo Finissimo Chronograph นาฬิกาที่มีกลไกโครโนกราฟที่บางที่สุดในโลก มีขนาดเพียง 3.3 มิลลิเมตรเท่านั้น
ตรวจสอบ ราคานาฬิกา Rolex มือสองได้ที่นี่
ตรวจสอบ ราคานาฬิกา Patek Philippe มือสอง ได้ที่นี่
ตรวจสอบ ราคานาฬิกา Audemars Piguet (AP) มือสอง ได้ที่นี่
Auction House เว็บไซต์ ซื้อ - ขาย นาฬิกามือสอง ของแท้ ตรวจสอบราคา Rolex, Patek philippe, Audemars Piguet (AP), Omega, Panerai, IWC, Hublot, Cartier, Franck muller ได้ที่นี่





